ผู้เขียน หัวข้อ: <<<สัญญาณแห่งการแสวงหาสัจธรรม>>>  (อ่าน 2443 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ฅนครบุรี

  • Hero Member
  • *
  • กระทู้: 590
  • เพศ: ชาย
  • ฉันยังอยู่
    • www.chababaanna.com
<<<สัญญาณแห่งการแสวงหาสัจธรรม>>>
« เมื่อ: มีนาคม 25, 2011, 11:14:42 AM »
  • Publish


  • สัญญาณแห่งการแสวงหาสัจธรรม



    ..วันหนึ่งเจ้าชายสิตธัตถะเสด็จประพาสอุทยาน ซึ่งอยู่นอกพระนครออกไป
    พอไกล้จะพ้นประตูเมือง ก็ทอดพระเนตรเห็นคนแก่เดินผ่านท่าทาง งกๆเงิ่นๆ
    พระองค์จึงถาม นายฉันนะสารถีที่ขับรถพระที่นั่งว่า
     "นั้นคืออะไร ทำไมดูแปลกกว่าคนอื่นๆที่ฉันเคยเห็นมา"
    "คนนี้เรียกว่าคนแก่ พะยะคะ เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นก็จะเหนื่อยล้าอ่อนแรง
    ไม่กระฉับกระเฉง เดินไปไหนก็ลำบากอย่างนี้แหละพะยะค่ะ" ทรงตรัสถามต่อไปว่า
    "ตัวฉันและนางพิมพาต้องแก่่อย่งนี้ไหม" นายฉันนะทูลว่า
    "ทุกคนจะต้องแก่เหมือนกันอย่างนี้ทุกคนแหละพะยะคะ"

    ขบวนเสด็จเคลื่อนต่อไป พระองค์ทอดพระเนตเห็นคนรูปร่างผ่ายผอมนอนอยู่ข้างทาง
    ท่าทางทนทุกข์ทรมานมาก จึงทรงถามว่า "ทำไมคนนั้นถึงนอนแน่นิ่ง ไม่ลุกขึ้นเดินเหมือนคนอื่นละ"
      นายฉันนะพูดทูลว่าคนอย่างนี้เรียกว่า คนเจ็บ พะยะค่ะ เมื่อมีอาการป่วยมากขึ้น
    ก็กินไม่ได้ลุกนั้งไม่ได้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้" ทรงถามว่า
    "แล้วฉันและนางพิมพาและพระญาติคนอื่น ก็จะทรงเป็นเช่นนี้หรือ ?"
    นายฉันนะทูลว่า "ทุกคนมีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกันไม่มีข้อยกเว้น"

    รถเทียมม้ายังคงนำพระองค์มุ่งหน้าต่อไป พระองค์สังเกตุเห็นคนกลุ่มหนึ่ง
    กำลังหามศพไปเผาที่ป่าช้า แห่งไดแห่งหนึ่งนอกเมือง มีหมู่คนเดินตามแคร่หาม
     ร้องให้คร่ำครวญอย่าน่าสงสาร
    "นั้นเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนบนแคร่ถึงนอนนิ่งๆละ"
    นายฉันนะทูลว่า "คนที่นอนนั้นเรียกว่า คนตาย เขาตายแล้ว ไม่รู้สึกทุกข์ สุขใดๆ
    ได้อีกแล้ว เขากำลังจะถูกหามไปเผาที่ป่าช้า พะยะค่ะ" ทรงถามอีกว่า
    "แล้วฉันและนางพิมพา และพระญาติทั้งหลายจะเป็นเช่นนี้หรือ"
    นายฉันนะพูดว่า "เป็นเช่นนี้ ทุกคนต้องตาย ไม่มีใครหลีกพ้นไปได้พะยะค่ะ"
    พระองค์ทรงนิ่งอึ่ง แล้วตั้งคำถามในพระทัยว่า "มนุษย์ไม่มีทางหนีพ้นความตายเลยหรือ
    มันน่าจะมีทางอยู่บ้าง มีมืดแล้วก็มีสว่าง เมื่อมีทุกข์ก็น่าจะปลอดทุกข์
    ทำอย่างไรจึงจะพบหนทางแห่งความอิสระจากความทุกข์ จากความแก่ จากความเจ็บ จากความตายได้หนอ"

    เมื่อรถพระที่นั่งถึงอุทยาน ก็ทรงปลีกพระองค์จากผู้ติดตาม เสด็จตรงเข้าไปในป่าใหญ่
    ประทับนั้งใต้โคนต้นไม้ใหญ่่แห่งหนึ่ง นำเอาปัญหาข้อนี้มาขบคิดอย่างจริงจัง
    แต่ก็ยังไม่พบวาจะเริ่มจากตรงไหน อย่างไร

    ขณะนั้นได้ทอดพระเนตรเห็น สมณะ รูปหนึ่งนั้งอยู่อย่างสงบที่โคนต้นไม้อีกฝั่งหนึ่งของสระน้ำ
    สมณะนั้น มีเพียงผ้านุ่งพอปิดกาย มีบาตรน้อยๆสำหรับใส่อาหารเลี้ยงชีพและน้ำเต้าแห้ง
    สำหรับใส่น้ำดื่ม นอกนั้นไม่มีสมบัติอย่างอื่นติดตัว ใบหน้าสมณะสดใส แววตาไร้ความวิตกกังวล
    พระองค์จึงทรงตระหนักว่า หากพระองค์ยังดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมาร แห่งนครกบิลพัสดุ์
    และต้องรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ต่อไปในภายภาคหน้า พระองค์ก็จะอยู่ท่ามกลาง
    ความสะดวกสะบาย ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ขณะเดียวกันสิ่งเหล่านั้นก็จะทรงเป็นภาระ
    ให้ทรงแบกรับไว้ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งมากเท่าได เส้นทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ก็ยิ่งห่างไกลออกไปอีก

    พระองค์ทรงพบในขณะนั้นว่า ชีวิตทีเบาสบายไร้กังวล มีเวลาขบคิดปัญหาต่างๆ
    ก็มีแต่ชีวิตสมณะนี้ แล้วทรงอุทานว่า สาธุ โส ยัพพัชชา แปลว่า การบวชดำรงชีวิตว่ายๆ ช่างสบายจริงๆ

    เมื่อขบวนเสด็จกลับผ่านเข้าสู่ประตูเมือง ก็ได้รับข่าวจากม้าเร็วแจ้งว่า
    "บัดนี้พระนางพิมพาได้ประสูติพระโอรสแล้ว พระองค์ทรงตรัสว่า "ราหุลัง พันธะนัง ธานัง"
    แปลว่า บ่วงเกิดขึ้นแล้วหนอ คำว่า ราหุล จึงเป็นพระนามของพระโอรส ตั้งแต่บัดนั้น...



     

    Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 

    Facebook Comments