ผู้เขียน หัวข้อ: <<<แสวงหา>>>  (อ่าน 1730 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ฅนครบุรี

  • Hero Member
  • *
  • กระทู้: 590
  • เพศ: ชาย
  • ฉันยังอยู่
    • www.chababaanna.com
<<<แสวงหา>>>
« เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2011, 05:23:04 PM »
  • Publish


  •                        ~แสวงหา~




    เมื่อนายฉันนะ สารถีขอพระองค์จากไป เหลือแต่พระองค์ผู้เดียวแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะก็เริ่มชีวิตใหม่
    ของการแสวงหาโมกธรรม ดังที่ทรงตั้งพระทัยไว้ วาระนั้น ชีิวิตของเจ้ชายผู้สูงศักดิ์
    ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนั้บตั้งแต่เรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย จากพระราชวังอันโอฬาร
    เครื่องทางของกษัตริย์ พระกระยาหารที่ปรณีตเลิศรส บัดนิ้ทรงดำเนินด้วยพระบาท แต่งองค์ด้วยผ้า
    กาสาวภัสตร์ เพียง ๓ ผืนเท่านั้น ค่ำลงก็อาัศัยนอนตามร่มไม้และถ้ำ บางครั้งต้องฝ่าลมฝน
    ลมหนาว เพราะไม่มีที่พักพิง เครื่องใช้ก็มีเพียงบาตรดินสำหรับภิกขาจาร ขออาหารไปตามที่ต่างๆแต่พอเสวย
    แม้แต่บางครั้งชาวบ้านจะให้อาหารที่ดีที่สุของเขาแก่พระองค์ พระองค์ก็เสวยเกือบไม่ได้เพราะความไม่เคยชิน
    ต้องทรงอดทนอย่างมาก ทรงตั้งสติสอนพระองค์เองว่า อาหารของสมณะก็เป็นเช่นนี้
    ควรจะพอใจในสิ่งที่ตนได้ ทรงรอเวลาให้ความหิวเพิ้มมากขึ้น แล้วจึงเสวยพระกระยาหารเหล่านั้น
    จนเมื่อเคยชินแล้วก็เสวยได้โดยไม่รังเกียจ
    .....ต่อมาพระงค์ก็ไ้ด้เสด็จไปยังสำนักของ อาฬารดาบส กาลามโคตร ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมาธิจิตร
    เจ้าชายสิทธัตถะได้ไปสมัครเรียนฝึกจิตกับท่านอาฬารดาบส และเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดเป็นอย่างดี
    แต่ก็ยังไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ได้ จึงทรงอำลาท่านอาจารย์เดินทางไปหา อุทกดาบส รามบุตร
    ซึ่งพระองค์ก็ศึกษาวิธีการฝึกจิตรได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ที่ทรงปราถนา
    ทั้งๆที่อาจารย์ทั้งสองท่านได้ชักชวนให้ทรงสอนลูกศิษย์ต่อไป เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงปฏิเสท
    และออกเดินทางเสาะแสวงหาอาจารย์อื่นต่อไปอีก  แต่ยังไม่ทรงพอพระทัย จนกระทั้ง
    พระองค์เสด็จมาถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงพอพระทัยในสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ
    ที่เอื้ออำนวยในการอยู่อาศัย โดยไม่ขาดแคลนในเครื่องยังชีพ มีถ้ำดงคสิริอยู่ไกล้ๆ
    มีแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งมีน้ำใสสะอาด จีดสนิท ใช้ดื่ม และอาบได้ ชาวบ้านก็มีจิตใจเิอื้อเฟื้อดี
    บรรยากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง จึงตกลงพระทัยใช้สถานที่นี้เป้นที่ฝึกฝนตนเอง
    ทดลองเอาหลักการของสำนักต่างๆมาปฏิบัติ

    ทรงเริ่มด้วยการบำเพ็ญตะบะ อันหมายถึง การทำความเพียรอย่างเข้มข้นเพื่่อเผากิเลสให้หมดไป
    ความเพียรดังกล่าวเน้นหนักไปในด้านการทรมานร่างกาย ให้ได้รับความลำบาก ทรงปฏิบัติอย่างจริงจัง
    ถึงขนาดนุ่งลมห่มฟ้า ใส่ใช้ผ้ากาสาวพัสตร บางที่นุ่งห่มผ้าที่ตกเรี่ยราด คลุกดิน คลุกฝุ่น ตามพื้นดิน
    เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินยินดีในเครื่องนุ่งห่มนั้น

    เรื่องพระกระยาหารก้เช่นกัน พระองค์เสวยน้อยลง เสวยที่ละน้อย เก็บค้างไว้ตั้งเจ็ดวัน
    สิบห้าวัน ได้อาหารมาก็ค่อย เสวยไป โดยไม่คำนึงถึงรสชาติ หรือสภาพอาหารจะบูด
    และเน่าเพียงใด เมื่อผมและหนวดยามตามธรรมชาติ ก็ไม่ตัดไม่โกน บางครั้งยืนขาเดียว
    เพื่อหลีกเลี่ยงความสบาย ในฤดูหนาวอากาศหนาวจัดก็ทนอาบน้ำเย็นจัดวันละ ๓ ครั้ง
    ถึงฤดูร้อนก็ไม่อาบน้ำ ตรงไหนแดดร้อนมากก็จะไปยืนตากแดดเพื่อบำเพ็ญตะบะ
    ทรงทรมานร่างกายสารพัด โดยคาดว่าจะทำลายกิเลสได้ ทรงปล่อยชีวิตใ้ห้เป้นไปธรรมชาติ

    ร่างกายของพระองค์ก็ซูบผอมลงมาก ในที่สุดก็ทรงกลับมาหวนคิดว่า
    "ความทุกขเวทนานั้นสูงสุดเพียงนี้แล้ว เราก็ยังไม่ได้บรรลุญาณทัศนะอันวิเศษ เหนือกว่ามนุษยธรรม
    น่าจะมีทางตรัสรู้เป้นทางอื่นกระมัง"

    ดังนั้น พระองค์จึงตัดสินพระทัยกลับมาเิดินทางใหม่ คือทรงกลับมาเสวยพระกระยาหารบำรุงร่างกาย
    ใ้ห้เข้มแข็ง เพื่อทดลองวิธีของพระองค์เอง เพราะทรงพบว่า
    "ความสุขใจอันเกิดจากความสงบซึ่งกิเลสนั้น จะเกิดได้ยากถ้าร่างกายยังทรุดโทรมอยู่เช่นนี้"

     

    Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 

    Facebook Comments