ผู้เขียน หัวข้อ: ปรินิพพาน  (อ่าน 1765 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ฅนครบุรี

  • Hero Member
  • *
  • กระทู้: 590
  • เพศ: ชาย
  • ฉันยังอยู่
    • www.chababaanna.com
ปรินิพพาน
« เมื่อ: มกราคม 03, 2013, 09:13:12 PM »
  • Publish

  • ปรินิพพาน


      เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศปลงอายุสังขารแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จออกจากเมืองเวสาลี
    เดินทางไปเมืองกุสินารา เพื่อนปรินิพพาน เมื่อเสด็จผ่านสถานที่ใด แวะพักเหนื่อยที่ใดก็จะทรงแสดงธรรมที่นั้น

       ในเช้าวันที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน นายจุนทะได้ประกอบอาหารถวายหลายอย่าง
    หนึ่งในอาหารที่ถวายมีชื่อว่า สูกรมัทวะ ( สู กะ ระ มัด ทะ วะ) เข้าใจว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่ง

       เมื่อทรงตักใส่บาตรแต่น้อยพอเสวย แล้วตรัสให้นายจุนทะนำเอา สูกรมัทวะ ส่วนที่เหลือ
    ไปฝังให้หมดไม่ให้ถวายแด่พระสงฆ์รูปอื่น หลังจากเสวยภัตตาหารแล้ว พระองค์มีพระอาการประชวร
    ลงพระโลหิตอย่างหนัก พระองค์ทรงมีพระขันติอย่างยิ่ง ตรัสกับพระอานนท์ว่า ให้ออกเดินทางไปกุสินารา
    เพื่อปรินิพพานในตอนค่ำตามกำหนดไว้ นอกจากนั้นยังให้พระอานนท์บอกนายจุนทะ ให้สบายใจ
    ว่าการที่ถวายอาหารแก่พระพุทธเจ้ามื้อสุดท้ายก่อนปรินิพพานนั้น ให้ถือว่ามีอานิสงส์อย่างใหญ่หลวง
    ไม่ควรที่ผู้ใดจะตำหนิติเตียนทั้งสิ้น ให้ทุกคนเย็นใจไม่ต้องกังวล ทั้งนี้นับว่าเป็นพระกรุณาอย่างใหญ่หลวง

       เมื่อเสด็จถึงปากทางเข้าเมืองกุสินารา ที่สาละวโนทยาน ของกระษัตริย์มัลละ
    พระองค์รับสั่งให้พระอานนท์จัดที่ประทับนอน ถวายระหว่างต้นสาละคู่ หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ
    เอนพระองค์ลงบรรทม ช้อนพระบาทเหลื่อมกัน ทรงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ยิ่ง
    ทรงตรัสกับพระอานนท์ และพุทธบริษัทท้ังหลายที่มาเฝ้าว่า การบูชาพระองค์ต่อไปนี้
    ด้วยเครื่องสักการะใดๆ ก็ไม่มีค่าเท่ากับการบูชาด้วยการปฏิบัติธรรม ตามที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้
       
       ครั้นถึงเวลาค่ำ ก็มีชายคนหนึ่งชื่อ สุภัททะ ได้เข้ามาขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
    พระองค์ก็ยอมให้เข้าเฝ้าได้ ทั้งยังแสดงธรรมและอุปสมบทให้กับสุภัททะ
    ได้เป็นพระสงฆ์องค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าบวให้

       บรรดากฏัตริย์มัลละ และประชาชนที่มาเฝ้าต่างก็โศกเศร้าเสียใจที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานเสียแล้ว
    แม้กระทั่งพระอานนท์ก็ร้องให้อาลัยรักในพระองค์

       จนถึงเวลาจวนจะปรินิพพานพระองค์ก็ได้ตรัสปัจฉิมโอวาทว่า
    "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
    ท่านทั้งหลายจงทำภารกิจของท่านให้สมบูรณ์ ถึงพร้อมด้วยการไม่ประมาทเถิด"

       ครั้นแล้วพระพุทธองค์ ได้ทรงกระทำจิตเป็นสมาธิ เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ไม่มีสิ่งใดเหลือ
    สำหรับการเกิด ไม่ว่าในโลกนี้ หรือโลกไหนอีกต่อไป

       ดวงประทีปแห่งโลกได้ดับแล้ว ณ ป่าไม้สาละ นอกนครกุสินารา ในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖
    คงอยู่แต่พระธรรม คำสั่งสอนของพระองค์อันจะนำคนทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติธรรมให้พ้นห้วงแห่งความทุกข์

    พระธรรมของพระองค์จะเป็น อกาลิโก และ จะดำรงอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน
    ปี พ.ศ.ที่ ๑ ก็เริ่มนับตั้งแต่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพาน นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒๕๐๐ กว่าปี
    วันที่พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เหมือนกัน แม้จะต่างปีกัน
    นับว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ชาวพุทธจึงนับวันขึ้น ๑๕ เดือน ๖ เป็นวันสำคัญเรียกว่า วันวิสาขบูชา




     

     

    Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 

    Facebook Comments