ชบาบ้านนา ชุมชนฅนกวี

ท้องทุ่งแห่งการแบ่งปัน

ข่าว:


ปรินิพพาน (อ่าน 1847 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ฅนครบุรี

มากกว่า ออฟไลน์
  • *
  • Hero Member
  • กระทู้: 594
  • เพศ: ชาย
  • ฉันยังอยู่
    • www.chababaanna.com
ปรินิพพาน
มกราคม 03, 2013, 09:13:12 PM

ปรินิพพาน


  เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศปลงอายุสังขารแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จออกจากเมืองเวสาลี
เดินทางไปเมืองกุสินารา เพื่อนปรินิพพาน เมื่อเสด็จผ่านสถานที่ใด แวะพักเหนื่อยที่ใดก็จะทรงแสดงธรรมที่นั้น

   ในเช้าวันที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน นายจุนทะได้ประกอบอาหารถวายหลายอย่าง
หนึ่งในอาหารที่ถวายมีชื่อว่า สูกรมัทวะ ( สู กะ ระ มัด ทะ วะ) เข้าใจว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่ง

   เมื่อทรงตักใส่บาตรแต่น้อยพอเสวย แล้วตรัสให้นายจุนทะนำเอา สูกรมัทวะ ส่วนที่เหลือ
ไปฝังให้หมดไม่ให้ถวายแด่พระสงฆ์รูปอื่น หลังจากเสวยภัตตาหารแล้ว พระองค์มีพระอาการประชวร
ลงพระโลหิตอย่างหนัก พระองค์ทรงมีพระขันติอย่างยิ่ง ตรัสกับพระอานนท์ว่า ให้ออกเดินทางไปกุสินารา
เพื่อปรินิพพานในตอนค่ำตามกำหนดไว้ นอกจากนั้นยังให้พระอานนท์บอกนายจุนทะ ให้สบายใจ
ว่าการที่ถวายอาหารแก่พระพุทธเจ้ามื้อสุดท้ายก่อนปรินิพพานนั้น ให้ถือว่ามีอานิสงส์อย่างใหญ่หลวง
ไม่ควรที่ผู้ใดจะตำหนิติเตียนทั้งสิ้น ให้ทุกคนเย็นใจไม่ต้องกังวล ทั้งนี้นับว่าเป็นพระกรุณาอย่างใหญ่หลวง

   เมื่อเสด็จถึงปากทางเข้าเมืองกุสินารา ที่สาละวโนทยาน ของกระษัตริย์มัลละ
พระองค์รับสั่งให้พระอานนท์จัดที่ประทับนอน ถวายระหว่างต้นสาละคู่ หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ
เอนพระองค์ลงบรรทม ช้อนพระบาทเหลื่อมกัน ทรงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ยิ่ง
ทรงตรัสกับพระอานนท์ และพุทธบริษัทท้ังหลายที่มาเฝ้าว่า การบูชาพระองค์ต่อไปนี้
ด้วยเครื่องสักการะใดๆ ก็ไม่มีค่าเท่ากับการบูชาด้วยการปฏิบัติธรรม ตามที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้
   
   ครั้นถึงเวลาค่ำ ก็มีชายคนหนึ่งชื่อ สุภัททะ ได้เข้ามาขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระองค์ก็ยอมให้เข้าเฝ้าได้ ทั้งยังแสดงธรรมและอุปสมบทให้กับสุภัททะ
ได้เป็นพระสงฆ์องค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าบวให้

   บรรดากฏัตริย์มัลละ และประชาชนที่มาเฝ้าต่างก็โศกเศร้าเสียใจที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานเสียแล้ว
แม้กระทั่งพระอานนท์ก็ร้องให้อาลัยรักในพระองค์

   จนถึงเวลาจวนจะปรินิพพานพระองค์ก็ได้ตรัสปัจฉิมโอวาทว่า
"ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลายจงทำภารกิจของท่านให้สมบูรณ์ ถึงพร้อมด้วยการไม่ประมาทเถิด"

   ครั้นแล้วพระพุทธองค์ ได้ทรงกระทำจิตเป็นสมาธิ เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ไม่มีสิ่งใดเหลือ
สำหรับการเกิด ไม่ว่าในโลกนี้ หรือโลกไหนอีกต่อไป

   ดวงประทีปแห่งโลกได้ดับแล้ว ณ ป่าไม้สาละ นอกนครกุสินารา ในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖
คงอยู่แต่พระธรรม คำสั่งสอนของพระองค์อันจะนำคนทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติธรรมให้พ้นห้วงแห่งความทุกข์

พระธรรมของพระองค์จะเป็น อกาลิโก และ จะดำรงอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน
ปี พ.ศ.ที่ ๑ ก็เริ่มนับตั้งแต่พระพุทธองค์ทรงปรินิพพาน นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒๕๐๐ กว่าปี
วันที่พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ เหมือนกัน แม้จะต่างปีกัน
นับว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ชาวพุทธจึงนับวันขึ้น ๑๕ เดือน ๖ เป็นวันสำคัญเรียกว่า วันวิสาขบูชา




 

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 

Facebook Comments