ชบาบ้านนา ชุมชนฅนกวี

ท้องทุ่งแห่งการแบ่งปัน

ข่าว:


สมาธิ ฮาร์ดคอร์ (อ่าน 1578 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ฅนครบุรี

มากกว่า ออฟไลน์
  • *
  • Hero Member
  • กระทู้: 594
  • เพศ: ชาย
  • ฉันยังอยู่
    • www.chababaanna.com
สมาธิ ฮาร์ดคอร์
สิงหาคม 21, 2013, 08:58:14 PM



   ธรรมทั้งหลายมีใจนำหน้า ดังพระไตรปิฏกจาฤกเอาไว้ให้สาวกรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม
รวมถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาแห่งศาสนาพุธที่ทรงตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง
   สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว เราชาวพุทธผู้นอบน้อม ก็ยังดำรงค์ชีพด้วยธรรมเนียมจารีตประเภณีพุทธ
ไหว้พระ สวดมนต์ เป็นคนดี มีน้ำใจเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติอยู่แล้ว
หาไม่แล้วคงทะเลาะเข่นฆ่า แบ่งบ้านแบ่งเมืองกันไปแล้ว ......ฮึ

   สติปัญญา คือสิ่งที่บอกความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐแล้ว เขาหลอกก็รู้ เขาจะทำร้ายรู้
(อัปดุลเอ้ย....ฮาาา) แต่ก็มิวายจะเห็นผู้ที่บอกว่าตัวเอง ประเสริฐแล้ว ดีแล้ว เป็นบันฑิต
เป็นพหูสูตร  เรียนมามาก จบสูง  ขาดสตีอยู่เป็นเนืองๆ พระท่านก็สอนอยู่ประจำว่า อย่าขาดสตี

   พระอริยะ (ผู้สละกิเลสได้เด็ดขาด) ท่านได้นำคำสอนต่างๆ นาๆ จากพุทธกาลมากมาย
มาพร่ำสอน ว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้ไม่ควร ปฏิบัติได้ตามนั้นจะไม่ตกนรกหมกไหม้  (น่านนน.....เห็นยัง)

   เราเอง  ก่อนหน้านั้นเมื่อนานมาแล้วสักประมาณ 10 กว่าปีมาแล้วเห็นจะได้
มีสตรีท่านหนึ่งซึ่งอายุมากกว่าเรามากพอประมาณ เขาเดินมาที่เราทำงานประจำนั้นแหละ
มาคุยด้วย ประหนึ่งเด็กคุยกับผู้ใหญ่ สารพัดเรื่อง สารทุกข์สุก ดิบ และแล้ว
ก่อนจะผละจากไป เขาก็บอกกับเราว่า "สวดมนต์บ้างซิ บางทีอะไรจะได้ดีขึ้น"
พร้อมทานหนังสือปกสีเหลืองเล่มเล็กๆ มาให้เราเล่มนึง หน้าปกมีข้อความว่า บทสวดมนต์
เราก็ไม่ได้คิดอะไรนะ รับมาไว้ก่อน ฮาาาา.... เห็นว่าเป็นของฟรีก็เลยรับไว้
เราไม่ได้อณุโมธณาอะไร เพราะไม่ประสีประสาอะไร คิดแต่เพียงว่า
เย็นนี้จะมีเหล้ายี้ห้ออะไรกิน สูบบุหรี่ มีกับแกล้มอะไรบ้าง นั้น..ไปยังงั้น
ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาว่าเหอะ.....

  หนังสือเล่มนั้น เราไม่ได้ทิ้งหรือละเลยบทบาลีในนั้น เราเอามาเปิดท่องอ่านเป็นประจำเลยนะ
ไม่ถามใครว่าท่องยังไง คำอ่าน อ่านยังไง คิดแต่ว่า ภาษาบาลีน่าจะอ่านตามที่เห็น ไม่แผลงมาก
ตรีท่านนั้นก็เทียวมาติดตามผลงานทุกวันนะ 555 เทียวไล๊ เทียวขื่อ มาคุยด้วย
"อืม...สูบบุหรี่ด้วยสวดมนต์ไปด้วยไม่ดีนะ" ฮาาาา....ให้ตายซิ นี่เราทำยังงั้นได้ยังไง กร๊ากกกก
แต่ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  ขณะนั้นเราไม่ได้ว่าเราเป็นคนดีนะ เพียงแต่เราเองก็ยังฝักไฝ่มาทางนี้อยู่บ้าง

   บทที่สวดในขณะนั้นเราไม่ได้คิดว่าจะมีคำแปลเป็นไทยนะ เลยไม่ได้คิดค้นว่าต้องรู้ความหมายของคำสอนนั้น
ก็ได้แต่ท่องบ่นไปอย่างนั้น  ท่องนานมาก นานเสียจนไม่ต้องดูหนังสือเล่มเล็กนั้นอีกเลยในบทยาวๆ
เราก็สวดอยู่อย่างนั้น ต่อหน้าองค์พระที่บ้าน หรือยามว่าง สวดเข้าไป ฮาาา อยากสวดได้ สวดเป็น
จนคิดเอาเองว่า สวดมามากขนาดนี้ ดีแน่แล้ว เราก็พุท ทำในสิ่งที่พูทธศาสนิกชนเขาทำกัน
เข้าวัดบ้าง ตักบาตรบ้าง ทำทานบ้าง ในใจก็คิดไปได้บุญแระ อย่างน้อยก็มีบุญติดตัวบ้าง
ถึงตกนรก ก็ไม่น่าหลายขุม  ให้ตายซิพับผ่า ช่างคิดได้

   จนในปัจจุบันก็เพิ่งรู้ว่า การสวดมนต์นั้นต้องมีสมาธิด้วย จดจ่ออยู่กับบทสวด หรือคำแปล
ไม่ใช่ปากท่องบ่นไป สมองคิดอย่างอื่นไป... เราเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ ไม่รู้ทำไม เพราะไม่มีใครบอกหรือเปล่า
ก็เลยคิดว่าที่ผ่านมาหลายๆปี คงไม่ค่อยได้ผลเท่าไร กับการสวดภาวนา

   สถานีธรรมแห่งหนึ่ง  ไกล้ๆ กับที่ทำงานปัจจุบันของเรากระจายเสียงจากวัด ผ่านคลื่นวิทยุFM.
ประกอบกับระยะหลังนี้ มีแต่คนเอาหนังสือสวดมนต์ หนังสือธรรมะมาให้ แหม่....ได้ใจเสียจริง
ก็เลยได้อ่านคำสอนใหม่ ๆ จากนักธรรมต่างๆที่ท่านเรียนจบมา มีคำแปลจากบาลีเป็นไทยให้ได้รู้
เพิ่มเติม

   สถานีนั้นบอกกับเราหลายอย่าง  สอนเราหลายอย่าง เปลี่ยนเราหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ แนวคิด การดำเนินชีวิต ก็เพียงในส่วนที่เรารับเอามาปฏิบัติเท่านั้น
ได้รู้เรื่อง พุทธประวัติ ต่าง ๆ จนเราเสพติด น่าน.... เอาอยู่น่า ฮาาาาาาา...

   หลับตาลงซิ ห้ามจิตคิดอย่างอื่นนะ อย่าฟุ้งซ่าน เอาสองตาทั้งที่หลับนั้นแหละ
เพ่งมามาที่ระหว่างกึ่งกลางระหว่างคิ้ว จ้องเอาไว้ เอาคำว่า พุท - โธ มาหนีบติดไว้
กับลมหายใจ เข้า - ออก ตามมันไป ว่ามันเข้ามันออกยังไงเอาให้รู้กันไป
อย่าไปกำหนดว่าต้องหายใจเข้า ออกนะ อย่ากำหนด มันไม่ธรรมชาติ (ท่านว่าอย่างนั้น)

  เราก็ยังมีกิเลสหนาอยู่นี่ หลับตาลงเมือไหร่ก็ไอ้นั่น ไอ้นี่แล่นเข้ามาในสมองเต็มไปหมด
เมื่อตอนเช้าสาวสวยจัง แว๊บเข้ามายิ้มให้อีกแระ ให้ตายซิ .... พับผ่า

   โยมก็เอายังงี้ซิให้โยมมองว่าเป็น ขันต์ห้า เกิดมา ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่คงทน
หรือให้มองว่า นั่นคือธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมกันเป็นตัวตนเดินมาหาเรา แค่นั้นเอง...

   เราก็ยังนึกขำในแนวคิดของเราอยู่นะว่า "ขันต์ห้านั่นก็ยังขาวอยุ่นะ ฮาาาา บ้าเอ้ย..."
แต่เราก็ยังถือเอาจริงจังอยู่นะ ทุกวันนี้ก็พยามลด ละแนวคิดบางเรื่องลงไป จนเกือบทำได้แล้ว
สูงยาว ขาวดี หล่อเหลาเอาถ่าน มาดเท่ห์ ร่ำรวยเพียงไหน ก็เท่านั้น
อีกหน่อยก็ดับสูญสิ้นไปใช้หนี้กรรม  เฉกเช่นเรานี่แหละ... คล้ายจะปลงแล้วนะ

   อยากจะเป็นบรรพชิตก็คงไม่ได้แล้ว เป็นคฤหัสถ์ ก็ยังไม่น่าจะดีพอ
พระท่านบอกว่า จิตที่บริสุทธินั่นแหละ คือกุศลแรงกล้า นัยย์ว่าการเจริญภาวนานั่นแหละ
คือกุศลอันแรงกล้า  จริงแล้ว เราก็ฟังมาหลายพระอาจารย์เหมือนกันนะ บทสรุปแล้ว
ท่านก็ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า การเจริญภาวณา ทำสมาธิ ทำจิตใจให้ขาวสะอาด นั้นแหละ
คือการสร้างบุญ  สวดมนต์ก็ดี แต่ต้องมีสติในการสวดด้วยนะโยม พระท่านว่าอย่างนั้น....




* คำเขียนใด คำแอบอ้างใด ที่ข้าพเจ้าเขียนไป กล่าวไป ผิดไปบ้าง ข้าพเจ้าขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยและขออโหสิให้ข้าพเจ้าด้วย*

 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 

Facebook Comments